พิพิธภัณฑ์ของเรา

ช่วงเวลา

1881

ตุ้น พู เจ้าของอาณาจักรพัฒน์พงศ์ เกิดที่มณฑลไห่หนาน ประเทศจีน ครอบครัวย้ายถิ่นฐานมาประเทศสยาม (ประเทศไทย)

1900

ตุ้น พู ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ผู้พัฒน์ และได้แต่งงานในกรุงเทพฯ

1916

ลูกชายคนที่สี่ของผู้พัฒน์ ชื่อ อุดม

1921

ผู้พัฒน์ ผู้ก่อตั้งปูนซีเมนต์ไทย

1930

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานยศให้แก่ผู้พัฒน์เป็น หลวงพัฒน์พงศ์พานิช

1933

อุดมได้ไปเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษ หลังจากนั้น ได้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยมินนิสโซต้า

1945

อุดม พัฒน์พงศ์พานิช ได้รับการฝึกอบรมโดยหน่วย OSS ครั้งแรกที่เมือง พอร์ท เบนนิ่ง ใน รัฐจอร์เจีย และได้ไปต่อที่ประเทศศรีลังกากับ จิม ทอมสัน ก่อนจะที่จะย้ายกลับมาประเทศไทย

1946

ครอบครัวพัฒน์พงศ์พานิชได้ซื้อสวนกล้วยพร้อมบ้านพักไม้สักในชานเมืองกรุงเทพฯในราคา 3000 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งปัจจุบันคือ พัฒน์พงศ์

1950

หลังจากหลวงพัฒน์พงศ์พานิชเสียชีวิต อุดมได้ทำการก่อสร้างร้านค้าร่วมไปกับธุรกิจครอบครัวบริเวณที่แห่งนี้

1950

อุดมได้ชักชวนบริษัทต่างชาติให้มาทำธุรกิจที่พัฒน์พงศ์ มี คาร์เท็กซ์ , เชลล์ , แอร์ฟร๊านส์ และยังมีหลายบริษัท

1950

มิสุ ได้เปิดตัวเป็นร้านอาหารแห่งแรกในพัฒน์พงศ์

1950

โรงแรมพลาซ่าเป็นโรงแรมแห่งแรกในกรุงเทพฯ ที่มีบริการ น้ำร้อน แอร์คอนดิชั่น และ โทรศัพท์ทางไกลต่างประเทศในทุกห้อง

1951

จิม ทอมสัน ได้เปิดบริษัทผ้าไหมไทยตรงข้ามกับถนนพัฒน์พงศ์

 

1958

โทนี่ โพ (แอนโทนี เอ โพเชพนี) จาก ลองบีช แคลิฟอร์เนีย ที่เข้าร่วมซีซัพลายเครือข่ายซีไอเอ และเบื้องหน้าของซีไอเอได้เปิดขึ้นที่พัฒน์พงศ์ กรุงเทพฯ โดยมีการจัดหาอาวุธส่งให้กับขบวนการรักชาติจีน ก๊ก มิน ตั๋ง ในประเทศพม่า

1959

โทนี่ โพ ได้เหรียญตราจากการที่เขาได้เข้าไปฝึกสอน และเขาได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับทหารในเอเชีย

1964

พัฒน์พงศ์กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจในกรุงเทพฯในช่วงเวลากลางวัน และเปลี่ยนเป็นสถานบันเทิงในช่วงเวลากลางคืน

1965

ผลของสงครามเวียดนามทำให้มีทหารอเมริกันเข้ามาหาความบันเทิงเพื่อเยียวยาจิตใจในกรุงเทพ และบางกลุ่มได้เข้ามาเปิดธุรกิจในพัฒน์พงศ์

1966

ริค เมอร์นาร์ด ออกจากการเป็นทหารอเมริกันหลังจากสงครามเวียดนาม และได้ย้ายมาอยู่ประเทศไทยที่ซึ่งเขาได้พบกับ อุดม พัฒน์พงศ์พานิช

1969

เดอะ แมดริดส์บาร์ ได้เปิดตัวและได้กลายเป็นสถานที่โปรดปรานของเหล่านักบินแอร์อเมริกา

1969

โทนี่ โพ ได้ฝึกชนเผ่า ม้ง เพื่อให้ต่อสู้กับประเทศลาว และ เวียดนามเหนือ และได้เริ่มตัดหูและสังหารคู่ต่อสู้

1969

ริค เมอร์นาร์ด ได้เปิด กรังปรีส์บาร์ ที่เป็นสปอร์ตบาร์และเต้นอะโกโก้ ในพัฒน์พงศ์ เป็นแห่งแรกในกรุงเทพฯ (และเอเชีย)

1970

แอร์อเมริกา (ผู้ถูกกล่าวหา) ได้ลักลอบนำฝิ่นออกจากประเทศลาว โทนี่ โพ ผิดหวังและหันหลังให้กับประเทศลาวจึงย้ายกลับมาอยู่ประเทศไทยเพื่อฝึกการต่อสู้เพิ่ม

1972

มิสซิสซิปปี ควีน โกโก้บาร์ ได้เปิดตัวในพัฒน์พงศ์ และในระยะเวลาอันสั้นได้มีบาร์เปิดขึ้นตามอีกมากมาย

1972

พัฒน์พงศ์ซอย 1 (ปัจจุบันเป็นตลาด) ได้ล้นทะลักไปจนพัฒน์พงศ์ซอย 2 และบาร์ชั้นสองเริ่มมีการเต้นโป๊เปลือย และโชว์แปลกๆที่น่าสนใจ

1972

นักท่องเที่ยวทั่วโลกรวมทั้งบุคคลที่มีชื่อเสียง ดารา นักร้อง เริ่มมาเที่ยวพัฒน์พงศ์

1974

โทนี่ โพ เกษียรและอยู่เมืองไทยกับภรรยาชาวม้ง เรื่องราวชีวิตจริงของเขาได้กลายมาเป็นเค้าโครงบทบาทของ โคโลเนล เคิร์ซ ในภาพยนต์เรื่อง อโพคาลิปส์นาว

1978

สิ่งที่ทำให้พัฒน์พงศ์มีชื่อเสียงอีกครั้ง เมื่อภาพยนต์เรื่อง “เดอะเดียร์ฮันเตอร์“ ได้รับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนต์ยอดเยี่ยม
ถนนตลอดสายเต็มไปด้วยเรื่องราวการทาสี ขีดเขียน ในแบบเวียดนาม และมีฉากสำคัญที่ได้ถ่ายในบาร์มิสซิสซิปปี้ ควีน

1983

เดวิด โบวี่ มากรุงเทพฯเพื่อแสดงคอนเสิร์ต เขาได้ไปถ่ายทำมิวสิควีดีโอเพลง ริโกเชท ที่ ซุปเปอร์สตาร์ โกโก้บาร์ ในพัฒน์พงศ์และเขาก็หลงระเริงความสุขอยู่ในพัฒน์พงศ์ชั่วขณะหนึ่ง

1988

จอน คลอ แวน แดม จากภาพยนต์เรื่อง คิกบ๊อกเซอร์ ได้ถ่ายทำที่ถนนพัฒน์พงศ์

1989

ภาพยนต์เพลงเรื่อง มิสไซง่อน

1991

ตลาดนัดกลางคืนได้เริ่มเปิดตัวบนถนนพัฒน์พงศ์ 1 ในช่วงกลางคืน

2003

บางฉากจากภาพยนต์เรื่อง บิวตี้ฟูลบ๊อกเซอร์ โดยเนื้อเรื่องนี้เกี่ยวกับคุณปริญญา เจริญผล ซึ่งเป็นแชมป์มวยไทยสาวประเทศสองของไทย ได้มาถ่ายทำที่พัฒน์พงศ์

2004

พัฒน์พงศ์ถูกกำหนดให้เป็นย่านสถานบันเทิง 1 (ใน 3) ของกรุงเทพฯ ที่อนุญาตให้เปิดให้บริการได้ดึกมากกว่าปกติ

2011

สารคดีชุดต่อเนื่องอย่าง วอรส์ กลอรี่ โดย ไมเคิล กลาวอคเกอร์ ได้ถ่ายทำใน แบล๊คพาโกดะ

2019

พิพิธภัณฑ์พัฒน์พงศ์ ได้ทำการเปิดตัวและเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เผยแพร่ประวัติศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์อีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย